Category Archives: Uncategorized

การเขียนอ้างอิงและบรรณานุกรม

Bibliography

ตัวอย่างรายงาน

ปกหน้า

ปกใน

ส่วนหน้า

เนื้อหา

 ปกหลัง

แบบประเมินรายงาน

แบบทดสอบนักเรียน ม.6

ข้อสอบห้องวิทย์

เรื่อง ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล

เรื่อง มิวเทชัน

เรื่อง พันธุศาสตร์และเทคโนโลยี DNA

ปิดการรับคำตอบ

ข้อสอบห้องศิลป์

เรื่อง โครงสร้างของ DNA

ปิดการรับคำตอบ

เรื่อง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ

ปิดการรับคำตอบ

เรื่อง วิวัฒนาการและเทคโนโลยีชีวภาพ

ปิดการรับคำตอบ

เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ

คะแนนสอบนักเรียน ม.6

ประกาศคะแนนห้องวิทย์

คลิกดูรายชื่อผู้เข้าสอบและผลการทดสอบ เรื่อง โครงสร้างทางเคมีของ DNA

คลิกดูรายชื่อผู้เข้าสอบและผลการทดสอบ เรื่อง ลักษณะทางพันธุกรรมที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดล

ประกาศคะแนนห้องศืลป์

คลิกดูรายชื่อผู้เข้าสอบและผลการทดสอบ เรื่อง โครงสร้างของ DNA

คลิกดูรายชื่อผู้เข้าสอบและผลการทดสอบ เรื่อง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ

คลิกดูรายชื่อผู้เข้าสอบและผลการทดสอบ เรื่อง วิวัฒนาการและเทคโนโลยีชีวภาพ

คลิกดูรายชื่อผู้เข้าสอบและผลการทดสอบ เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ

13 วิธีดูแลชุดว่ายน้ำ

ร้อนๆ อย่างนี้กีฬาที่คลายร้อนได้ดีที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นการว่ายน้ำ แต่ชุดว่ายน้ำแต่ละชุดก็แพงไม่ใช่เล่น ต้องดูแลกันดีๆ หน่อย จะได้ใส่โชว์ความเซ็กซี่ไปได้นานๆ วันนี้มีเคล็ด(ไม่)ลับในการดูแลชุดว่ายน้ำมาฝากกัน ทำยังไง ชุดว่ายน้ำถึงจะใช้งานได้นานๆ นะ 13 วิธีนี้อาจช่วยได้

  1. เมื่อซื้อชุดใหม่มา ควรแช่ชุดในน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชูเป็นเวลา 30 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้สีของชุดซีดเร็ว (น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำเปล่า ½ แกลลอน)
  2. ก่อนลงว่ายน้ำในสระหรือน้ำทะเล ให้ล้างตัวด้วยน้ำฝักบัวก่อน เพื่อให้ชุดเปียกดูดซึมคลอรีนหรือน้ำเกลือได้น้อยลง
  3. ซักชุดว่ายน้ำด้วยมือ ในน้ำสบู่อ่อนๆ ทันทีที่ใช้งานเสร็จ หรือจะใช้น้ำยาเฉพาะสำหรับชุดว่ายน้ำก็จะดีมาก
  4. ถ้าเป็นชุดใหม่เอี่ยมให้ซักแยกต่างหากสัก 2-3 ครั้งก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้สีตกใส่เสื้อผ้าตัวอื่น
  5. ไม่ควรซักชุดว่ายน้ำในเครื่องซักผ้า เพราะเครื่องจะทำให้ชุดย้วยเสียทรง และฟองน้ำเสริมหน้าอกจะเสียทรงทันที
  6. ไม่ควรตากชุดว่ายน้ำกลางแดด เพราะความร้อนจะทำลายความยืดหยุ่นของเนื้อผ้า ทำให้ชุดยืดย้วยเสียทรง และยังจะทำให้สีสวยๆ ของชุดหมองเร็วอีกด้วย วิธีตากชุดว่ายน้ำที่ถูกต้องคือต้องตากในร่ม ให้ลมผ่าน
  7. เวลาบีบน้ำออกจากชุดให้ม้วนด้วยผ้าเช็ดตัวสะอาดๆ แล้วค่อยบีบน้ำออก
  8. อย่าหมักชุดเปียกไว้ในกระเป๋าหรือตะกร้า เพราะจะทำให้ชุดอับชื้นจนอาจจะทำให้ราขึ้นได้ และห้ามเอาชุดใส่กระเป๋าไปวางไว้กลางแดด เพราะความร้อนจะทำให้ชุดเสียเร็ว
  9. ถ้าคุณชอบว่ายน้ำมากขนาดต้องว่ายทุกวัน ควรจะมีชุดใส่สลับกันอย่างน้อย 2 ตัว เพราะถ้าเอาตัวที่ยัไม่แห้งสนิทมาใส่ ชุดจะย้วยเร็วเสียทรงเร็วกว่าปกติ
  10. ขณะที่ใส่ชุดว่ายน้ำอยู่ อย่านั่งลงบนพื้นหรือแม้แต่เก้าอี้โดยตรง เพราะพื้นผิวต่างๆ จะข่วนเนื้อผ้าเป็นขุยได้ ก่อนจะนั่งจึงควรจะหาผ้าปูรองชั้นหนึ่งก่อน
  11. ถ้าคุณเป็นสาวที่รักการอาบแดด ควรจะใส่ชุดว่ายน้ำอาบแดดให้เสร็จเสียก่อนแล้วค่อยลงว่ายน้ำ เพราะการนอนอาบแดดในชุดเปียกๆ จะทำให้เนื้อผ้าของชุดว่ายน้ำเสียทรงได้
  12. ถ้าชุดว่ายน้ำมีรอยเปื้อน ให้เริ่มทำความสะอาดจากข้างใต้รอยสกปรกนั้นและดันคราบขึ้นมาด้านบน อย่าถูจากบนลงล่างเพราะจะเป็นการทำลายเนื้อผ้า
  13. สำหรับคนที่โปรดชุดว่ายน้ำสีเมทัลลิกต้องทำใจว่า นานๆ ไปความมันวาวของเนื้อผ้าจะหายไป ไม่ว่าคุณจะถนอมดีแค่ไหนก็ตาม

สาวๆ หนุ่มๆ จ๋ารู้กันแล้วก็อย่าลืมเอาไปใช้ด้วยนะ จะได้มีชุดว่ายน้ำใส่ไปนานๆ ไม่เปลืองเงินพ่อแม่ด้วย

ที่มา : http://www.dek-d.com/content/all/8200/

10 สุดยอดผลไม้ กินแล้วไม่อ้วน!!!

ผลไม้ 10 ชนิดที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้  เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งเราสามารถซื้อมารับประทานได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องกลัวอ้วนกันเลย  และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วย  ผลไม้ทั้ง 10ชนิดนี้ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเฉลี่ยที่ 1.9-10กรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม  เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าผลไม้ 10 ชนิดที่ว่านี้ มีอะไรบ้าง

1.ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ฯลฯเบอร์รี่ ทั้งหลาย  ผลไม้เหล่านี้ล้วนมีไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง

-สตรอว์เบอร์รี่  มีวิตามินซีสูง รสเปรี้ยวอมหวาน ให้พลังงานต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอยู่ในอันดับต้นๆของผักผลไม้ แถมยังช่วยล้างพิษ  ทำให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย  แต่การจะกินสตรอว์เบอร์รี่สดให้ได้คุณค่า ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และทางที่ดีควรกินให้หมดภายในวันหรือสองวันหลังจากซื้อ เพราะหากทิ้งไว้นานวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในผลสตรอว์เบอร์รี่จะถูกทำลายได้ง่าย

– ราสป์เบอร์รี่  เป็นอีกหนึ่งสุดยอดในบรรดาผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย อุตมด้วยวิตามินซีและเส้นใยอาหารสูง

– แบล็คเบอร์รี่  เป็นผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มจนเกือบดำ มีกรดฟีโนลิก วิตามินซี และโฟเลตสูง  ช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย และยังมีซาลิไซเลตที่สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ และโรคหัวใจได้

– บลูเบอร์รี่  กำลังเป็นผลไม้ยอดนิยมสำหรับผู้สูงอายุในสหรัฐฯ เพราะผลการวิจัยพบว่า หากกินเป็นกระจำสุขภาพจะแข็งแรง และมีส่วนช่วยในเรื่องของความจำที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ช่วยต้านการทำลายเซลล์ให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังมีปริมาณใยอาหารสูง โดยเฉพาะเพกติน ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

วิธีเลือกซื้อ  ควรสังเกตที่ผิวเปลือกนอก ไม่ควรเหี่่ยวย่น หรือมีรอบช้ำ ที่สำคัญควรเก็บให้ถูกวิธีโดยใส่ถุงซิปล็อคแล้วแช่ตู้เย็นในอุณหภูมิที่พอเหมาะ เพื่อรักษาความสดใหม่

2.กีวี  ประกอบไปด้้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน จัดเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีระดับวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง เรียกว่า เกือบสองเท่าของวิตามินที่เราได้จากการกินส้มหนึ่งผล  โดยวิตามินซีมีความสำคัญต่อร่างกายมาก เนื่องจากช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กและโฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผู้หญิงต้องการมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีแม็กนีเซียมในปริมาณสูงด้วยเช่นกัน แถมยังอุดมไปด้วย โปแตสเซียม วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไฟเบอร์สูง ซึ่งในกีวีหนึ่งผลจะมีเส้นใยอยู่ถึงร้อยละ16 ของปริมาณเส้นใยที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิดที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

วิธีเลือกซื้อ ปกติแล้วบริเวณเปลือกนอกของผลมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อควรสังเกตว่ามีขนปกคลุมหรือเปล่า ไม่ควรเลือกกีวีที่มีผิวเกลี้ยง และควรมีสีน้ำตาลอมเขียว ถ้ามีสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าเป็นกีวีเก่าและสุกเกินไป ไม่ควรซื้อมารับประทาน

3.แครนเบอร์รี่  เป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์ไม่แพ้ผลไม้จำพวกเบอร์รี่อื่นๆ แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง จึงเป็นอาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยม มีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการต้านแบคทีเรีย และขึ้นชื่อในการช่วยรักษาและป้องกันโครกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ความเข้มข้นของสารแทนนินสามารถป้องกันแบคทีเรียไม่ให้เกาะตามผนังทางเดินปัสสาวะ ช่วยป้องกันนิ่วในไต และต้านเชื้อไวรัส หากไม่สามารถหาแครนเบอร์รี่สดได้ ให้ซื้อแบบแห้ง หรือเลือกน้ำแครนเบอร์รี่และสารสกัดแทนได้

วิธีเลือกซื้อ  ควรสังเกตที่สีของผล หากมีสีแดงสวย นั่นคือผลแครนเบอร์รี่ที่ยังไม่สุกดี  จะมีรสชาติฝาด แต่หากมีสีแดงเข้ม เป็นผลแครนเบอร์รี่ที่สุกเต็มที่ มีรสชาติหวานนิดๆ และควรเลือกผลที่ไม่มีรอยช้ำ

4.มะเขือเทศ  ในผลมะเขือเทศมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นสุดยอดอาหารที่ให้ความชุ่มชื้น รสอร่อย และมีประโยชน์สารพัด มีแคลอรี่ต่ำมาก จึงนับว่า มะเขือเทศเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังมีสารไลโคปีน มีส่วนในการลดระดับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากไลโคปีนมีส่วนช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเซลล์ อันเนื่องมาจากการเกิดอนุมูลอิสระ นักวิจัยสหรัฐฯแนะนำให้รับประทานมะเขือเทศรวมทั้งผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน

วิธีเลือกซื้อ ควรเลือกผลที่มีผิวตึง ไม่เหี่ยว และสีแดงสด เนื้อแน่น มีน้ำหนัก ผิวเกลี้ยงไม่มีรอยตำหนิ

5.สับปะรด  ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม รสหวาน และอร่อยชนิดนี้ ช่วยย่อยโปรตีนและทำความสะอาดลำไส้ เนื่องจากสับปะรดประกอบด้วยเอนไซม์โบรมีเลียนที่ช่วยย่อยโปรตีนได้ คล้ายกับเอนไซม์พาเพนที่พบในมะละกอ ช่วยทำความสะอาดและกระตุ้นระบบการย่อย ช่วยลดคอเลสเตอรอล สามารถทำเป็นน้ำผลไม้คั้นสดที่มีรสชาติดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำสับปะรดล้วน หรือผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่น เช่น แอปเปิ้ล หรือกล้วย จะมีรสชาติดี แตกต่างจากสับปะรดกล่อง

วิธีเลือกซื้อ  การเลือกซื้อสับปะรด ต้องทราบความต้องการก่อนว่านำไปใช้ในการปรุงอาหารหรือกินสดๆ เพราะมีการเลือกซื้อแตกต่างกันตรงที่ขั้วสับปะรด  หากขั้วมีสีเหลืองเข้ม เป็นสับปะรดฉ่ำ ส่วนเปลือกเขียวอมเหลืองนิดๆ เหมาะสำหรับนำมาใช้ทำอาหารมากกว่า

การกินที่ถูกวิธีคือใช้มีดใหญ่ปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นแถวๆ ในแนวเฉียงเพื่อตัดส่วนตาออก ตัดขั้วออกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ทาเกลือให้ทั่ว หรือแช่ในน้ำเกลืออ่อนๆ ประมาณ 2-3 นาที การทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid รวมถึงเอนไซม์บางชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หลังรับประทานได้

6.ผลไม้กลุ่มแตง

-แตงโม  หนึ่งผลมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 92% แตงโมจึงเป็นผลไม้ที่ให้ทั้ความชุ่มชื้นและความอร่อย แตงโมมีค่าดัชนีไกลเซมิกสูงถึง 72 แต่ปริมาณไกลเซมิกต่ำเพียง 10 เนื่องจากความฉ่ำของน้ำแตงโมมีแคลอรี่ และโซเดียมต่ำ ไม่มีไขมันเลย แตงโมจึงอุดมด้วยสารอาหารเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี จึงเป็นผลไมม้ที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดี และทำให้สุจภาพแข็งแรง  นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 5 วิตามินซี เบตา-แคโรทีน กรดโฟลิก แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม  – เมลอน  มีน้ำปริมาณสูงเป็นส่วนประกอบ จึงถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยทำความสะอาดระบบในร่างกายและให้ความชุ่มชื้นเช่นเดียวกับแตงโม เมลอนมีค่าดัชนีไกลเซมิกค่อนข้างสูง แต่มีปริมาณไกลเซมิกต่ำ เมลอนเป็นอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้ แถมยังช่วยแก้อาการท้องอืดและตาบวม 

วิธีเลือกซื้อ  ควรเลือกซื้อแตงที่มีน้ำหนัก ผิวตึง ไม่เหี่ยวย่น ทราบหรือไม่ว่าเมล็ดแตงโมมีโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็น ดังนั้นหากคุณจะทำน้ำแตงโมจึงไม่ควรแกะเมล็ดทิ้ง  ส่วนน้ำของเมลอนมีรสชาติที่หวานหอม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทำน้ำผลไม้ โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้พันธุ์กาเลียหรือโอเกน และด้วยความหวานนี้เอง เมลอนจึงเป็นตัวเลือกที่ดีแทนขนมปังและช็อคโกแลตสำหรับผู้ที่ชอบความหวาน

7.แอปเปิ้ล  อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ ตลอดจนใยอาหารช่วยล้างพิษทั้งระบบได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นสุดยอดอาหารสำหรับการลดน้ำหนัก แอปเปิ้ลมีเพกตินสูง มีใยอาหารละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร จึงช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย  และทำให้ลำไส้แข็งแรง  เพกตินยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LDL ชนิดไม่ดีในเลือด                แอปเปิ้ลยังประกอบด้วยเอนไซม์ที่ช่วยกระบวนการบ่อบ รวมทั้งมีกรดมาลิกซึ่งช่วยทำให้ไขมันที่สะสมอยู่แตกตัว และกำจัดไขมันที่อยู่ในเซลล์ของร่างกาย นอกจากนี้กรดมาลิกยังช่วยร่างกายกำจัดสารพิษที่อาจทำให้เกิดเซลลูไลทืด้วย 

วิธีเลือกซื้อ  ควรเลือกแอปเปิ้ลสุก และหลีกเลี่ยงแอปเปิ้ลที่เก็บจากต้นก่อนสุก เพื่อให้เก็บไว้ได้นาน เนื่องจากแอปเปิ้ลที่ยังไม่สุกยังพัฒนาสารอาหารได้ไม่เต็มที่  ควรล้างแอปเปิ้ลให้สะอาดเสมอ แม้จะซื้อแบบที่ปลูกตามธรรมชาติก็ตาม 

Tips!!!  การทำความสะอาดร่างกายในหนึ่งวัน ทำได้โดยรับประทานแต่แอปเปิ้ล และดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วใหญ่ สำหรับแผนการลดน้ำหนักทั่วไป ให้นำแอปเปิ้ลมาปรุงอาหารเช้า เช่น หั่นใส่ในสลัดผลไม้หรือผสมกับโยเกิร์ตชีวภาพไขมันต่ำ แอปเปิ้ลช่วยบำรุงผิวพรรณได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยลบจุดด่างดำ และทำให้ผิวเปล่งปลั่งสุขภาพดี..

 8.องุ่น  มีรสหวาน เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการน้ำตาล และช่วยการล้างพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากองุ่นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยล้างพิษในตับ ไต และระบบการย่อยอาหารอย่างได้ผล  มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ องุ่นมีน้ำตาลตามธรรมชาติสูง จึงมีค่าดัชนีไกลเซมิกสูง แต่ยังเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ลดน้ำหนัก องุ่นพวงเล็กประมาณ 12-15 ผล สามารถใช้เป็นของหวานหรือของว่างที่แสนอร่อยได้ 

วิธีเลือกซื้อ   ควรเลือกซื้อองุ่นสด ขั้วติดแน่น ไม่ช้ำ องุ่นเป็นผลไม้ที่ฉีดยาฆ่าแมลงค่อนข้างเยอะ ดังนั้นก่อนนำมารับประทานต้องล้างน้ำหลายๆครั้ง จนสะอาด หรือใช้น้ำยาล้างผักผลไม้ล้าง กระทั่งหมดคราบยาฆ่าแมลง

TIPS!!! การรับประทานองุ่นเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาหนึ่งวัน สามารถล้างพิษได้ดี และสะดวกรวดเร็ว แค่ควรดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 8 แก้วใหญ่ 

9.ส้ม  เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง มีแคลอรี่ต่ำ เป็นของว่างเพื่อสุขภาพที่รับประทานได้ในทุกโอกาส ส้มอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ  และแร่ธาตุสำคัญอย่างโพแทสเซียมและแคลเซียม  ส้มช่วยบำรุงสุขภาพของลำไส้ และกำจัดของเสีย 

วิธีเลือกซื้อ    ดูขนาดและรูปร่างของผลไม้ว่าได้สัดส่วนสวยงามตามลักษณะที่ควรจะเป็น ขนาดไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป ตรงตามลักษณะของสายพันธุ์ผลไม้ชนิดนั้นๆ ควรมีสีเข้มเป็นมันสม่ำเสมอ นอกจากนั้นควรดูความสดสะอาด ไม่ช้ำ ไม่แตก ไม่มีรอยจุดจากโรคแมลง 

10.มะละกอ  ผลไม้รสหวานอร่อยนี้ ช่วยทำความสะอาดและบรรเทาอาการต่างๆในทางเดินอาหาร มะละกอเป็นอาหารล้างพิษที่ดี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต ด้วยการป้องกันการสะสมไขมันบนผนังเส้นเลือด มะละกอประกอบด้วยเอนไซม์พาเพน ซึ่งย่อยโปรตีนและช่วยย่อยอาหาร ส่งผลให้ลดน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง  นอกจากนี้ ถึงแม้มะละกอจะมีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ก็เต็มไปด้วยใยอาหาร และปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อและแก่ก่อนวัย

 วิธีเลือกซื้อ     ขึ้นอยู่กับมะละกอในแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงความต้องการที่จะนำไปรับประทาน แต่หลักการสังเกตโดยรวมก็คือ เลือกผลมะละกอที่ไม่มีรอยช้ำ เปลือกมีผิวสีเหลืองอมส้ม

(ข้อมูลจากนิตยสาร @Kitchen ฉบับที่ 4 มิ.ย. 2552

ที่มา : http://beautybeauty.exteen.com/20090717/entry

http://beautybeauty.exteen.com/20090709/entry

 

การเขียนคำนำ

คำนำ1

คำนำ2

คำนำ3

คำนำ4

คำนำ5

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทำได้ 2 แบบ คือแบบ active (กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง) และแบบ passive (ให้ภูมิคุ้มกันของคนหรือสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วฉัดเข้าไปในร่างกาย)การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแบบ active ได้แก่ การให้วัคซีน ซึ่งวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยอาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

  1. กลุ่มที่ 1 ท็อกซอยด์ (toxoid) ใช้ป้องกันโรคทีเกิดขึ้นเป็นผลจากพิษหรือท็อกซินของแบคทีเรีย ไม่ได้เกิดจากตัวแบคทีเรียโดยตรง เช่น โรคคอตีบหรือโรคบาดทะยัก ทำได้โดยทำให้พิษของแบคทีเรียหมอไป แต่ความสามารถให้การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยังมีอยู่ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก โดยทั่วไปเมื่อฉีดพวกนี้เข้าไปจะไม่มีไข้หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่ นอกจากเคยฉีดมาแล้วหลายครั้ง หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่ก่อนแล้ว ในกรณีเช่นนี้อาจเกิดปฏิกิริยาอิมมูน บริเวณที่ฉีด ทำให้มีอาการบวม แดง เจ็บบริเวณที่ฉีดและมีไข้ได้
  2. กลุ่มที่ 2 วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated หรือ killed vaccine) แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้ 2 กลุ่ม คือ
    • ทำจากแบคทีเรียหรือไวรัสทั้งตัวที่ทำให้ตายแล้ว(whole cell vaccine) พวกที่ทำจากเชื้อแบคทีเรียมักเกิดจากปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด บางครั้งอาจมีไข้ด้วย อาการมักจะเริ่มเกิดหนังฉีด 3-4 ชั่วโมง และจะมีอยู่ประมาณ 1 วัน บางครั้งอาจมีปฏิกิริยาอยู่นานถึง 3 วัน ตัวอย่างของวัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่วัคซีนป้องกันโรคไอกรน วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันไวรสตับอักเสบชนิดเอ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนพวกนี้มักจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น ห้ามเก็บในตู้แช่แข็ง เพราะจะทำให้แอนติเจนเสื่อมคุณภาพ
    • ใช้เฉพาะส่วนของแยคทีเรียหรือไวรัสที่เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันอท่านั้นมาทำเป็นวัคซีน (subunit vaccine) เช่นวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันเชื้อฮิบ ( Haemophilus influenzae type b) วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนป้องกันดรคทัยฟอยด์ชนิดวีไอ (Vi vaccine)
  3. กลุ่มที่ 3 วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live attenuated vaccine) เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อเป็นที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนสำหรับไวรัส ส่วนวัคซีนสำหรับแบคทีเรียที่ใช้แพร่หลาย ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (บีซีจี) วัคซีนป้องก้นโรคไข้ทัยฟอยด์ชนิดกิน ส่วนวัคซีนสำหรับไวรัสที่ใช้ในประเทศไทย คือ วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันโรคสุกใส วัคซีนในกลุ่มนี้เมื่อให้เข้าไปในร่างกายแล้วจะยังไม่มีปฏกิริยาทันทีจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเริ่มมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นวัคซีนป้องกันโรคหัด จะมีอาการไข้ประมาณ วันที่ 5 ถึงวันที่ 12 หลังฉีด วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องเก็บไว้ให้ดีเป็นพิเศษเพราะถ้าเชื้อตายการให้วัคซีนจะไม่ได้ผล นอกจากนี้ถ้าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง เช่น ได้รับอิมมูโนโกลบุลิน หรือเดิมที่เรียกกันว่า แกมมาโกลบุลิน อาจขัดขวางการออกฤทธิ์ของวัคซีนการให้วัคซีนในกลุ่มนี้จะต้องระวัง ถ้าให้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ หรือผู้ที่ได้รับยาหรือสารกดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีอันตรายได้

วัคซีน ทอกซอยดื เซรุ่ม จำกันง่ายๆ

Slide1_1Slide2_2Slide3

1.การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่เป็นการให้ภูมิคุ้มกันแก่ทารกเปรียบเทียบได้กับข้อใด (A-net’ 49)

1. การฉีดวัคซีน
2. การฉีดซีรัม
3. การฉีดทอกซอยด์
4. การเล่นกับเพื่อนที่เป็นโรคติดต่อ

ตอบ 2

2. การรณรงค์ให้เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ในระยะหลังคลอด เนื่องด้วยเหตุผลสำคัญในข้อใด (A-net’ 49)

1. น้ำนมแม่มีโปรตีนสูง
2. น้ำนมแม่ไม่มีเชื้อโรค
3. น้ำนมแม่มีแอนติบอดี
4. น้ำนมแม่มีแอนติเจน

ตอบ 3